ในทางเศรษฐกิจ เราอาจวัดความร่ำรวยกันที่ปริมาณเงินหรือทรัพย์สินที่บุคคลหนึ่งครอบครองไว้
10 ล้าน 100 ล้าน 1,000 ล้าน เหล่านี้พอจะใช้เป็นสเกลวัดเปรียบเทียบความร่ำรวยของแต่ละบุคคลได้
แต่หากเราวัดกันให้ลึกถึงความรู้สึกมั่งคั่งในจิตใจ เงินสิบล้าน ร้อยล้าน
หรือพันล้าน อาจไม่มีความหมายใด หากผู้ครอบครองทรัพย์สินมากมายเหล่านั้น
ไม่รู้จักที่จะเป็นผู้ให้
หรือไม่เคยคิดที่จะปันสิ่งที่ตัวเองมีให้กับผู้อื่น
คนจำนวนมากเข้าใจผิดคิดว่า ความร่ำรวย คือ การมีให้มาก มีพอใช้จนไม่รู้จักหมดจักสิ้น แล้วก็วิ่งหากันไปเรื่อยๆ วิ่งหากันไปตลอดทั้งชีวิต ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย
มีเงินมากแค่ไหน เราก็อยู่บ้านได้แค่หนึ่งหลังในเวลาเดียว นั่งรถได้ทีละคัน ทานข้าวได้ทีละจาน เหมือนกันหมดทุกคน ทรัพย์สินต่อให้มีมากแค่ไหน เราก็จ่ายเพื่อตัวเองได้ประมาณหนึ่งเท่านั้น ทรัพย์สินที่เหลือจะกลายเป็นของไร้ค่า หากเราใช้มันเป็นของสะสม
คนที่มีมากแต่ไม่รู้จักให้ อาจไร้ประโยชน์เมื่อเทียบกับคนมีพอเพียงที่รู้จักแบ่งปัน
ความรวยจนที่สร้างมิติแห่งความสุขในจิตใจ ไม่ได้วัดกันที่เงินในกระเป๋า แต่วัดจากใจที่พร้อมจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น
มีเงินมากแค่ไหน ก็เป็นคนรวยไม่ได้ ถ้า ให้ ไม่เป็น
คนจำนวนมากเข้าใจผิดคิดว่า ความร่ำรวย คือ การมีให้มาก มีพอใช้จนไม่รู้จักหมดจักสิ้น แล้วก็วิ่งหากันไปเรื่อยๆ วิ่งหากันไปตลอดทั้งชีวิต ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย
มีเงินมากแค่ไหน เราก็อยู่บ้านได้แค่หนึ่งหลังในเวลาเดียว นั่งรถได้ทีละคัน ทานข้าวได้ทีละจาน เหมือนกันหมดทุกคน ทรัพย์สินต่อให้มีมากแค่ไหน เราก็จ่ายเพื่อตัวเองได้ประมาณหนึ่งเท่านั้น ทรัพย์สินที่เหลือจะกลายเป็นของไร้ค่า หากเราใช้มันเป็นของสะสม
คนที่มีมากแต่ไม่รู้จักให้ อาจไร้ประโยชน์เมื่อเทียบกับคนมีพอเพียงที่รู้จักแบ่งปัน
ความรวยจนที่สร้างมิติแห่งความสุขในจิตใจ ไม่ได้วัดกันที่เงินในกระเป๋า แต่วัดจากใจที่พร้อมจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น
มีเงินมากแค่ไหน ก็เป็นคนรวยไม่ได้ ถ้า ให้ ไม่เป็น